คำที่มีความหมายคล้ายกันในภาษาญี่ปุ่น ( 2 )

 

  機嫌(きげん) VS 気持ち(きもち)  VS 気分(きぶん)  

ถ้าแปลตรงๆทั้งสามคํานี้ แปลว่า ความรู้สึก หรือ อารมณ์ เช่น

                   きげんがわるい。
                   きもちがわるい。
                   きぶんがわるい。
 
     ทั้งสามประโยคข้างบน แปลว่า รู้สึกไม่ดี อารมณ์ไม่ดี อะไรทํานองนี้ คําเหล่านี้เป็นอะไรที่เข้าใจยาก ดูเหมือนจะเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน ถ้าใช้ผิด…
แน่นอนการสื่อสารก็จะผิดไปด้วย แล้วใช้ต่างกันอย่างไร

     ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับ ความหมายของคำว่า 機嫌(きげん) 気持ち(きもち) แล้วก็ 気分(きぶん) กันก่อนว่า…มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร

     
     きげん เป็นคำที่แสดง สภาพของจิตใจในตอนนั้น ว่าดีหรือไม่ดี โดยดูจากสีหน้า อริยาบท จะไม่สนใจว่าอะไรเป็นสาเหตุ ซึ่งส่วนมากจะใช้กับบุรุษที่ สอง หรือ สาม

                  ソムチャイさんは朝から機嫌が悪いみたいですよ。
                  ソムチャイさんはあさからきげんがわるいみたいですよ。
                  คุณสมชายดูเหมือนอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้า  

      คํานี้ไม่ได้ใช้แค่มนุษย์เท่านั้น ใช้กับเครื่องยนต์ เครื่องจักรก็ได้ เช่น

                  この機械は朝から機嫌が悪いみたい。
                  このきかいはあさからきげんがわるいみたい。
                  เครื่องนี้อารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้า(เครื่องรวน ทํางานผิดปกติไม่เหมือนทุกครั้ง)

     きぶん คำนี้จะคล้ายๆกับคำว่า きげん คือ แสดงอารมณ์ ที่มีต่อสิ่งรอบข้างที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าพอใจ มีอะไรดีๆในวันนั้น…ก็จะอารมณ์ดี แต่ถ้ามีเรื่องปวดหัว มีเรื่องที่ทําให้หงุดหงิดเกิดขึ้น…อารมณ์ก็จะไม่ดี มีสาเหตุที่ทําให้อารมณ์เปลี่ยนแปลง

                  気分が悪い。
                  きぶんがわるい。
                  อารมณ์ไม่ดี (อาจไปเจอเรื่องอะไรซักอย่าง มีเหตุที่ทําให้อารมณ์เสีย)

                  今日はすごい気分が悪い。
                  きょうはすごいきぶんがわるい。
                  วันนี้อารมณ์โค_ตรไม่ดีเลย

                  人前でからかわれて気分が悪くなった。
                  ひとまえでからかわれてきぶんがわるくなった。
                   ถูกแซวต่อหน้าคน ก็เลยอารมณ์เสีย

                  今日は気分がいいから、飲みに行こうか。
                  きょうはきぶんがいいから、のみにいこうか。
                  วันนี้อารมณ์ดี ไปดื่มกันไหม(อาจเป็นเพราะแฟนตอบตกลงแต่งงาน หรือสอบได้ A หมด)

 
     นอกจากนั้น きぶん จะแสดง ความรู้สึกที่มีสาเหตุมาจากสุขภาพทางร่างกาย อย่างเช่น สํานวน きぶんがわるい นอกจากจะแปลว่า อารมณ์ไม่ดีแล้ว ยังแปลว่า รู้สึกไม่ดี รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะอาเจียน ทั้งนี้ทั้งนั้นความรู้สึกเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่เราควบคุมไม่ได้

                  ちょっと気分が悪い。
                  ちょっときぶんがわるい。
                  รู้สึกไม่ค่อยจะดี(คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน)

     ความรู้สึกเหล่านี้(อยากจะอาเจียน) อาจจะเกิดจาก การเมารถ การตั้งท้อง หรืออะไรก็ได้ ที่มีสาเหตุมาจากการผิดปกติในร่างกาย เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

     สุดท้าย คําว่า きもち เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่สุด เป็นคำที่แสดงสภาพของจิตใจ ความรู้สึก เช่น ดีใจ (うれしい) เสียใจ(かなしい) และอีกหลายๆอย่าง เช่น

                  今はどんな気持ちですか。
                  いまはどんなきもちですか。
                  ตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ

                  とても嬉しいです。
                  とてもうれしいです。
                  ดีใจมากครับ

     สํานวน

                  気持ちが悪い。
                  きもちがわるい。

     และ

                  気持ちがいい。
                  きもちがいい。

     สองประโยคนี้อาจจะเข้าใจยากนิดนึง อันดับแรก きもちがわるい มีหมายความว่า คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน …แล้วต่างกับคําว่า きぶんがわるい อย่างไร ใช้แทนกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้… มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร

     อย่างที่บอกไป คําว่า きぶんがわるい ในกรณีที่แปลว่า รู้สึกไม่ดี อยากจะอาเจียนนั้น เป็นความรู้สึกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่คําว่า きもちがわるい ซึ่งแปลว่า รู้สึกไม่ดี(อยากจะอาเจียน) จะเป็น ความรู้สึกที่เกิดจากทัศนคติของคนๆนั้น อย่างเช่น คนที่ไม่ชอบแมลง เห็นใครกินหนอนทอด แล้วจะรู้สึกขยะแขยง(อยากจะอาเจียน)

                  気持ちが悪い。
                  きもちがわるい。
                  น่าขยะแขยง(อยากจะอาเจียน)

     แต่สําหรับคนที่ชอบทาน แน่นอน…จะไม่รู้สึกอะไร มันเป็นทัศนคติของคนๆนั้นต่อสิ่งที่อยู่รอบข้าง ถ้าทัศนคติเปลี่ยนไป ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปได้ เป็นความรู้สึกที่ควบคุมได้ระดับหนึ่ง

     きもちがいい เป็นคําที่แสดงถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นภายนอก เช่น ไปเที่ยวดอยอ่างขาง ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ตอนเช้า ถ้ารู้สึกสดชื่น รู้สึกเป็นอะไรที่ ร่างกายตอบรับว่าดี ก็พูดไปได้เลยว่า

                  ああ、気持ちいい。
                  ああ、きもちいい。
                  สดชื่นจังเลย รู้สึกดีจังเลย 

 
 
  ~てはいけない VS ~てはならない  

 

ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน แปลว่า ห้าม ใช้แทนกันได้เกือบทุกกรณี แต่ถ้าอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะเห็นความแตกต่างอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เรารู้ว่ามันไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว
     โดยเฉพาะในหนังสือด้านกฎหมาย ระเบียบของหอพัก กฎของโรงเรียน หรือ บริษัท ส่วนมากจะใช้ ~てはならない
ลองมาดูตัวอย่างกัน

          タバコを吸ってはいけない
          タバコをすってはいけない。

     กับ

          タバコを吸ってはならない
          タバコをすってはならない。

่   ทั้ง 2 ประโยค แปลว่า ห้ามสูบบุหรี่

     ประโยคที่ใช้ いけない จะให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ มีเหตุผลหรือความจำเป็นอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าคุณทำเรื่องนั้นจะทำให้ตัวคุณเองหรือคนอื่นมีปัญหาเสียหายในด้านต่างๆ
     ประโยคที่ใช้ ならない จะไม่สนใจว่าจะมีผลดีหรือผลเสียต่อตัวเองหรือต่อผู้อื่นหรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด มันเป็นกฎ เป็นสิ่งที่คุณถูกสั่งให้ปฏิบัติตาม

     ดังนั้น ประโยคที่หนึ่งเราตีความได้ว่า ที่ห้ามสูบบุหรี่นั้นเป็นเพราะคนที่ไม่ชอบบุหรี่มี ถ้าคุณสูบ เขาอาจจะสำลักควันตาย หรือเป็นผลเสียกับสุขภาพของเขา ก็เลยห้าม
     ส่วนประโยคที่สองจะหมายความว่า ที่ห้ามสูบบุหรี่ เพราะ มันเป็นกฎของที่นี่ จะเป็นกฎของสนามบินหรือบริษัทก็ตาม คุณอาจจะเป็นมะเร็งตายหรือคนข้างๆอาจจะสำลักควันตายก็ได้ แต่จะไม่พูดถึง.. เอาเป็นว่ามันเป็นกฎของที่นี่ ซึ่งคุณต้องปฏิบัติตามก็แล้วกัน

      ตัวอย่างอื่นๆ

          大人はタバコを吸ってもいいが、高校生は吸ってはならない
          おとなはタバコをすってもいいが、こうこうせいはすってはならない。
          ผู้ใหญ่สูบบุหรี่ได้ แต่นักเรียนห้ามสูบ (เป็นกฎกติกาที่สังคมตกลงกันว่า ผู้ใหญ่สูบบุหรี่ได้ แต่นักเรียนห้ามสูบบุหรี่)

          食事の時間以外は、ご飯を食べてはならない
          しょくじのじかんいがいは、ごはんをたべてはならない。
          ห้ามทาน ยกเว้นเวลาอาหาร (ไม่มีใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ มันเป็นพียงแค่กฎ)

          誤解を招くような言動をとってはならない
          ごかいをまねくようなげんどうをとってはならない。
          ห้ามประพฤติหรือพูด เรื่องที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ (อาจเป็นกฎอย่างหนึ่งของบริษัทที่ต้องปฏิบัติตาม)

          飲酒運転をしてはならない
          いんしゅうんてんをしてはならない。
          เมาห้ามขับ (เป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ)

     ในตัวอย่าง เมาห้ามขับ ถ้าเราจะเปลี่ยนจาก ~てはならない เป็น ~てはいけない

          飲酒運転をしてはいけない
          いんしゅうんてんをしてはいけない。
          เมาห้ามขับ

      ตามไวยากรณ์แล้วไม่ผิด ในความหมายก็แทบไม่ต่างกันมาก อาจจะต่างตรงที่ว่า ถ้าใช้ ~てはいけない จะหมายถึง การขับรถในขณะที่เมาอาจทำให้รถคว่ำ คุณอาจตายหรืออาจไปชนคนอื่นตายได้ ไม่ดีนะ..ห้ามขับ ซึ่งในกฎหมายอาจจะไม่มีการบังคับว่า ห้ามเมาแล้วขับ ก็ได้

     สรุปคือ ถ้าต้องการห้าม เนื่องจากถูกกำหนดว่า

                       มันเป็นกฎกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม ใช้ ~てはならない

                  แต่ถ้าต้องการห้าม เพราะ

                       มันเป็นเรื่องไม่ดี จะมีผลเสียตามมาถ้าคุณทำอย่างนั้น ใช้ ~てはいけない

      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช้ตัวไหนก็สื่อสารรู้เรื่อง คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆไม่ต้องไปกังวลมาก แต่เวลาเขียน…ถ้าต้องการความถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เลือกใช้ให้ดีๆ ว่าต้องการสื่อว่า เป็นกฎ หรือ คําแนะนํา

 

  効率(こうりつ) VS 能率(のうりつ)  

ทั้งสองคำถ้าแปลเป็นภาษาไทยจะมีความหมายว่า ประสิทธิภาพ เช่น

สํานวนที่ใช้ 能率(のうりつ)

能率が上がる 能率が下がる 能率が高い 能率が低い 能率がいい 能率が悪い
ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประสิทธิภาพตํ่าลง ประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพตํ่า ประสิทธิภาพดี ประสิทธิภาพแย่

สํานวนที่ใช้ 効率(こうりつ)

効率が上がる 効率が下がる 効率が高い 効率が低い 効率がいい 効率が悪い
ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประสิทธิภาพตํ่าลง ประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพตํ่า ประสิทธิภาพดี ประสิทธิภาพแย่

    เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ทั้งความหมายและสํานวนแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ถ้าแปลเหมือนกันเมื่อไหร่..สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ใช้ต่างกันอย่างไร แยกใช้อย่างไร

     ถ้าแปลตรงตัว โดยดูจากความหมายของคันจิ

                能率(のうりつ):อัตราความสามารถ ว่าทําได้แค่ไหน → ประสิทธิภาพ
                効率(こうりつ):อัตราของผลที่เกิดขึ้น ว่ามีผลดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร → ประสิทธิภาพ
 
      คำว่า のうりつ จะแปลว่า ประสิทธิภาพ เป็นหน่วยวัดค่าที่เกิดขึ้นจริงของงานที่ทำได้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ว่าทำได้แค่ไหน เช่น

                このコピー機は一時間で書類を10枚処理できる。
                このコピーきはいちじかんでしょるいを10まいしょりできる。
                เครื่องพิมพ์เครื่องนี้สามารถพิมพ์ได้ 10 แผ่น ในเวลา 1ชั่วโมง

หลังมีการดัดแปลงแก้ไขเปลี่ยนอะไหล่

                このコピー機は一時間で書類を15枚処理できる。
                このコピーきはいちじかんでしょるいを15まいしょりできる。
                สามารถพิมพ์ได้ 15 แผ่น ในเวลา 1 ชั่วโมง

   จะเห็นว่า หลังดัดแปลงแก้ไขเครื่องพิมพ์ ในระยะเวลาที่เท่ากันคือ 1ชั่งโมง พิมพ์ได้มากกว่าตอนแรก ในกรณีนี้เราจะพูดว่า

                能率が上がった。
                 のうりつがあがった。
                 ประสิทธิภาพดีขึ้น

  ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ในระยะเวลาที่กําหนดไว้ พิมพ์ได้เพิ่มขึ้น

     ส่วนคำว่า こうりつ จะใช้วัดประสิทธิภาพของงาน หรือ วิธีการที่ใช้ ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทํางานนั้นๆ หรือ ด้วยวิธีการที่ใช้นั้นเป็นอย่างไร ทำไปแล้วดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าดีขึ้นก็คือประสิทธิภาพดี แต่ถ้าแย่ลงก็คือประสิทธิภาพไม่ดี ซึ่งจะมีตัวที่สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้เสมอ เช่น

                費用100万で200万の売り上げ 
                ひよう100まんで200まんのうりあげ
                ลงทุนไป 1 ล้านเยน ขายได้ 2 ล้านเยน

หลังจากมีการปรับปรุงอะไรหลายๆอย่าง

                費用50万で150万の売り上げ
                ひよう50まんで150まんのうりあげ
                ลงทุนไป 5 แสนเยน ขายได้ 1 ล้าน 5 แสนเยน

   ถ้าดูจากยอดขายแล้ว ตัวอย่างที่สองมียอดขายต่ำกว่า คือ น้อยกว่าตัวอย่างที่หนึ่งอยู่ห้าแสนเยน แต่ถ้าดูอัตราระหว่างเงินที่ใช้ไปกับยอดขายที่ได้ จะเห็นว่า ตัวอย่างที่สองลงทุนน้อยกว่าแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า คือ ตัวอย่างที่หนึ่งมียอดขายเป็นสองเท่าของค่าใช้จ่ายที่เสียไป แต่ตัวอย่างที่สองยอดขายเพิ่มเป็นถึงสามเท่า
   ในกรณีนี้สามารถพูดได้ว่า วิธีการที่ใช้ในตัวอย่างที่สองเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 効率が良い(こうりつがいい)

      สรุปคือ

               能率(のうりつ)จะใช้ในกรณีที่ต้องการดประสิทธิภาพที่สามารถทำได้จริง ในเวลาที่กําหนด
               効率(こうりつ)จะใช้ในการ เปรียบเทียบประสิทธิภาพกับตัวอย่าง หรือ ผลที่เคยมีมา  

มีวิธีที่จําง่ายๆอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับเวลา เอาเวลาเป็นเกณฑ์ในการวัด จะใช้ 能率(のうりつ)
แต่ถ้าเป็นอะไรที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง เงินๆทองๆ ล่ะก็ ส่วนมากจะใช้ 効率(こうりつ)…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูที่ความหมายที่อยากสื่อเป็นหลัก

  腹が立つ(はらがたつ) VS むかつく  

 ถ้าดูความหมายในพจนานุกรมอย่างเดียว จะแปลเหมือนกันว่า โกรธ แต่วิธีการใช้จะแตกต่างกัน แล้วแต่สถานการณ์ วัยของผู้พูด แต่ถ้าแปลเป็นไทยก็จะใช้อารมณ์ และ น้ำหนักของความโกรธ ที่แตกต่างกันไป

     ถ้าดูจากอายุ วัยรุ่นญี่ปุ่นจะใช้คำว่า むかつく มากกว่าคนที่เริ่มมีอายุ ส่วนพวกคุณลุงคุณป้า คุณตาคุณยาย ผู้สูงอายุทั้งหลายนี้ น้อยมากที่เวลาโมโหแล้วพูดว่า むかつく

     คำว่า むかつく จริงๆ แล้วมีความหมายว่า รู้สึกคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน แต่ตอนนี้จะใช้ในความหมายว่า โมโห คล้ายๆ กับคำว่า 腹が立つ
(はらがたつ)หรือ 頭に来る(あたまにくる)

     ถ้านิยาม ความโกรธ ว่าเป็นความรู้สึกแบบหนึ่ง ที่เริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่พอใจอะไรซักอย่าง แล้วค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากความรู้สึกแค่ไม่พอใจกลายเป็นความรู้สึกที่เราเรียกว่า โกรธ

     ถ้านิยามของคำว่า โกรธ เป็นแบบนี้ คำว่า むかつく จะเป็นความรู้สึกที่อยู่ระหว่างความรู้สึกไม่พอใจกับความโกรธ เริ่มต้นเหมืนกันคือ มาจากความไม่พอใจ แล้วความรู้สึกนั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่จะกลายเป็นความโกรธในที่สุดหรืออาจจะหายไป.. ก็ไม่มีใครรู้! เป็นความรู้สึกที่ไม่แน่นอน ควบคุมยาก ซึ่งก็เหมือนกับที่มาของคำๆนี้คือ ความรู้สึกคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน ตอนแรกก็อาจจะรู้สึกว่าท้องเริ่มปั่นป่วน ต่อมาอาการนั้นก็ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนเป็นความรู้สึกคลื่นไส้ เหมือนมีอะไรจะออกมาจากกระเพาะ อยากจะอาเจียน ความรู้สึกนั้นอาจจะมาหยุดแค่ที่คอ หรืออาเจียนในที่สุดก็ได้…ไม่มีใครรู้

     ดังนั้น คำนี้ในกรณีที่แปลว่า โกรธ จะหมายถึง ความโกรธที่ไม่ค่อยรุนแรงนัก ออกไปทางหมั่นไส้ หรือ หงุดหงิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดจากความไม่พอใจกับสิ่งนั้นๆ มาแป๊บนึงเดี๋ยวก็หาย หรืออาจจะกลายเป็นโกรธจริงก็ได้ อันนี้แล้วแต่คน(เปรียบเทียบกับการอาเจียนแล้วจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่ามันแล้วแต่อาการ แล้วแต่คนจริงๆ)

      เห็นแล้วมันหงุดหงิด เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้ มันน่าเตะ ถ้ารู้สึกอย่างนี้ พูดไปเลย むかつく เวลาพูด…ตรงคําว่า く ลากเสียงให้ยาวและหนักแน่นนิดนึง จะให้อารมณ์เป็นอย่างมาก เช่น

  A: 俺今回もテスト一個もない。
        おれこんかいもテストいっこもない。
        ครั้งนี้ก็ไม่มีสอบเลยซักตัว

  B: むかつく~。俺なんか10個もあるのに。
        むかつく~ 。おれなんかじゅっこもあるのに。
        น่าโมโห น่าหมั่นไส้ (ไอ้พวกไม่มีสอบ) ฉันมีสอบตั้ง 10 ตัว

     แล้วเด็กวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา เขาไม่ใช้คำว่า はらがたつ กันเลยหรือ? คำตอบก็คือ ใช้ แต่จะใช้โดยดูจากระดับของความโกรธ คือ ถ้าโกรธมาก โกรธจริงๆ จะใช้ はらがたつ แต่ถ้าไม่ถึงขนาดโกรธมาก แค่หงุดหงิด ฉุน กับการกระทำของเพื่อน หรือ ต้องการพูดแหย่เพื่อนเพราะหมั่นไส้ ส่วนมากจะใช้ むかつく

  สรุปคือ むかつく จะเบากว่า คําว่า はらがたつ สามารถใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ และคลุมเครือมากกว่า ไม่รู้ว่าโกรธจริงหรือไม่จริง ในกรณีที่แกล้งโกรธ หยอกล้อเพื่อน จะออกไปทำนองหมั่นไส้ น่าเตะ นอกจากนั้น คําๆนี้จะเป็นคําศัพท์ที่ใช้มากในกลุ่มวัยรุ่น แต่ถ้าคนแก่พูดจะรู้สึกแปลกๆ
เอ๊ะ!..ตาเป็นอะไรหรือเปล่า คลื่นไส้อยากอาเจียนเหรอ

เด็กพูดได้ แต่ผู้ใหญ่พูดไม่

 

  青(あお) VS 緑(みどり)  
 
 

青(あお) สีนํ้าเงิน

 

緑(みどり) สีเขียว

     ในอดีต คนญี่ปุ่นจะแยกความแตกต่างของสีไม่ชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า 青(あお)ที่แปลว่า สีน้ำเงิน ในอดีต สีน้ำเงินจะรวมไปถึงสีเขียวด้วย ดังตัวอย่างเช่น

            青葉(あおば) ใบเขียว(ใบอ่อนสีเขียวของต้นไม้) 

     ใบไม้ ดูยังไงก็เป็นสีเขียว แต่คนญี่ปุ่นจะใช้คำว่า สีน้ำเงิน แน่นอน..คำว่า สีเขียว 緑(みどり)ใช่ว่าจะไม่มี แต่ไม่ทราบว่าทำไมไม่ยอมใช้กัน อะไรเห็นเป็นสีเขียว ก็รวมไปอยู่ในกลุ่มของสีนํ้าเงินหมด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆเลยก็คือ ไฟจราจร ดูยังไงไฟก็เห็นเป็นสีเขียว แต่เวลาพูดจะพูดว่า ไฟสีนํ้าเงิน 青信号(あおしんごう) เมื่อก่อน ในกฎหมายจราจรจะมีคำว่า 緑信号(みどりしんごう) เหมือนกัน เพราะมันเป็นไฟเขียว แต่..เนื่องจากคนญี่ปุ่นเคยชินกับคำว่า あおしんごう มากกว่า ก็อย่างที่บอก..ในอดีต อะไรที่เห็นเป็นสีเขียว หลายคําจะพูดว่าสีนํ้าเงิน ในที่สุดก็เลยมีการบัญญัติคำว่า あおしんごう เข้าไปในกฎหมายจราจร ว่าไฟสีเขียวที่ให้รถวิ่งไปได้นั้น เราจะเรียกว่า ไฟสีน้ำเงิน นะ

     แต่ก็ไม่ใช่อย่างงี้ทุกคํา อย่างเช่น ชาเขียว เราเรียกกันว่า 緑茶(りょくちゃ)…อันนี้ตรงตัว… ตรงความหมายของคันจิเลย แต่ก็แปลก! ทําไมไม่เรียกว่า
青茶(あおちゃ)ชานํ้าเงิน..ก็ไม่รู้

     ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการบรรจุศัพท์ทางการ เสียงประชาชนคนทั่วไปมีมากเท่าไหร่ ต่อให้เป็นกฎหมายก็เหอะ คําพูดก็ยังเปลี่ยนได้

茶が飲みたい!

 

 

  費(ひ) VS 代(だい)  

  ~費(ひ)กับ ~代(だい) มีความหมายว่า ค่าใช้จ่าย วางไว้หลังคํานาม ซึ่งมีมากมาย เช่น

คําที่ใช้ 費(ひ)

学費 旅費 交通費 食費 寮費 生活費 宿泊費 光熱費
がく
りょ
こうつう
しょく
りょう
せいかつ
しゅくはく
こうねつ
ค่าเล่าเรียน ค่าท่องเที่ยว ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าหอ ค่าใช้จ่าย
ในการดํารงชีวิต
ค่าที่พัก ค่าพลังงาน

คําที่ใช้ 代(だい)

電気代 電話代 ガス代 水道代 食事代 洋服代 テキスト代 飲み物代
でんき
だい
でんわ
だい
ガス
だい
すいどう
だい
しょくじ
だい
ようふく
だい
テキスト
だい
のみもの
だい
ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าแก๊ส ค่านํ้าประปา ค่าข้าว ค่าเสื้อผ้า ค่าหนังสือ ค่าเครื่องดื่ม

     ถ้าแปลเป็นภาษาไทยทั้ง 費(ひ) และ 代(だい) จะมีความหมายเหมือนกันคือแปลว่า ค่า… ค่านู่น ค่านี่ ..แล้วมันใช้ต่างกันอย่างไร มีกฎหรือไม่

     ถ้าเพ่งดูความหมายและคันจิของแต่ละคำดีๆ จะเห็นความแตกต่าง ยกตัวอย่างเช่น

     旅費(りょひ)แปลว่า ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว เช่นเดียวกัน ในการไปเที่ยวที่ไหนซักแห่ง เรามีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้มากมาย เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก  ถ้าแยกให้ละเอียดอีกนิดนึง

         ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
         → ค่าเดินทาง
                   →  ค่าเครื่องบิน ค่ารถไฟ ค่าน้ำมันรถ ค่าตั๋ว
         → ค่าอาหาร
                   →  ค่าข้าว ค่าอาหารว่าง ค่าขนม ค่าน้ำดื่ม

     ลองเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นดู

         りょひ
         → こうつうひ
                 →  ひこうきだい、でんしゃだい、ガソリンだい、きっぷだい
         → しょくひ
                  →  しょくじだい、おかしだい、のみものだい

    生活費(せいかつひ)แปลว่า ค่าใช้จ่ายในการดํารงชีวิต สมมุติว่าเป็นของนักเรียนคนหนึ่ง ก็อาจจะมีเช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าหนังสือ ค่าน้ำ ค่าไฟ ถ้าแยกให้ละเอียดอีกนิดนึง

         ค่าใช้จ่ายในการดํารงชีวิต
         → ค่าเล่าเรียน
                  →  ค่าหนังสือ ค่าถ่ายเอกสาร
         → ค่าหอพัก
                  →  ค่าพลังงาน
                            →  ค่าน้ำ ค่าไฟ
         → ค่าอาหาร
                  →  ค่าข้าว ค่าขนม ค่านํ้าดื่ม
         → ค่าเดินทาง
                 →  ค่ารถเมล์ ค่ารถแท็กซี่ ค่านํ้ามัน
 
     ลองเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นดู

         せいかつひ
          → がくひ
                   →  きょうかしょだい、コピーだい
         → りょひ
                  →  こうねつひ
                           →  すいどうだい、でんきだい
         → しょくひ
                  →  しょくじだい、おかしだい、のみものだい
         → こうつうひ
                 →  バスだい、タクシーだい、ガソリンだい

     ถ้าดูจากความสัมพันธ์ข้างบนเราจะพบว่า คำที่ใช้ ~費(ひ) จะมีความหมายที่กว้างกว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่มาจากค่าใช้จ่ายปลีกย่อยอื่นๆ เป็นยอดรวมที่
จำเป็นต้องใช้ในการกระทำอะไรอย่างหนึ่ง อย่างเช่น จากตัวอย่างข้างบน ค่าเดินทางทั้งหมดที่ต้องใช้ในการไปเที่ยวญี่ปุ่น เป็นจำนวนเงินที่รวมค่าเครื่องบิน ค่ารถไฟ ค่าแท็กซี่ เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกัน ค่าอาหารทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเดินทางครั้งนี้ ก็เป็นจำนวนเงินที่รวมเอา ค่าอาหารแต่ละมื้อ ค่าขนม ค่าเครื่องดื่ม ไปเรียบร้อยแล้ว

     สรุปคือ

~費(ひ) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จําเป็นต้องใช้ในการกระทำอะไรบางอย่าง เป็นยอดรวมของค่าใช้จ่ายปลีกย่อย
 ~代(だい) หมายถึง เงิน ที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้ผู้ขาย ซึ่งจะเป็นการซื้อของหรือซื้อบริการก็ได้ อยากได้ ต้องเอาเงินเข้าไปแลก

    ที่มา

           費(ひ) มาจาก 費用(ひよう)แปลว่า ค่าใช้จ่ายในการทําอะไรซักอย่าง
           代(だい) มาจาก 代金(だいきん) แปลว่า เงินที่มีไว้จ่าย เพื่อแลกกับของที่ต้องการซื้อหรือบริการที่ต้องการใช้

     จากนิยามอันนี้

       ค่ารถไฟ ค่ารถแท็กซี่ ค่าเครื่องบิน รวมกันก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
       ค่าอาหารกลางวัน ค่าขนม ค่าเครื่องดื่ม รวมกันก็คือ ค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหาร
       แล้วค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กับ ค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหาร รวมกันเป็น ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการท่องเที่ยว

       เวลาจ่ายเงิน เราไม่พูดว่า จ่ายเงินค่าเดินทาง …เราพูดว่า จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน จ่ายค่าแท็กซี่ จ่ายค่ารถเมล์

     ยกตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่าง เช่น ค่าไฟ เราพูดว่า でんきだい จะไม่พูดว่า でんきひ ถ้าพูดว่า でんきひ ได้จะรู้สึกเหมือนกับว่า ค่าไฟ จะมีการแบ่งละเอียดเป็นค่าใช้จ่ายปลีกย่อยต่างๆ เช่น อาจจะมีค่าเช่าสายไฟ ค่าเช่าหม้อแปลง ค่าน็อตตัวที่สองของเครื่องจ่ายไฟ เวลาจ่ายเงินก็จะมีบิลของค่าใช้จ่ายปลีกย่อยเหล่านี้มาเก็บ อะไรอย่างนี้… ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าพูดถึงค่าไฟ เราหมายถึง เงินที่ใช้ในการซื้อพลังงานไฟฟ้า มีผู้ซื้อ มีผู้ขาย และไม่แบ่งย่อยมากกว่านี้แล้ว อยากได้ต้องจ่ายเงิน

     นอกจาก 費(ひ)และ 代(だい)แล้ว ยังมีคำว่า 料(りょう)และ 賃(ちん) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในการแสดงค่าใช้จ่ายเหมือนกัน เช่น

手数料、授業料、家賃、運賃
(てすうりょう、じゅぎょうりょう、やちん、うんちん)
(ค่าธรรมเนียม ค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสาร)

เกี่ยวกับวิธีใช้คำเหล่านี้ คงต้องติดตามครั้งหน้า…

  しる      VS      わかる
 

 คําว่า รู้ เข้าใจ ที่ใช้บ่อยๆในภาษาญี่ปุ่นก็คือ คําว่า 知る(しる)กับ 分かる(わかる)ทั้งสองตัวความหมายแทบจะไม่ต่างกันเลย บางครั้งดูเหมือนใช้แทนกันได้ แล้วตอนไหนล่ะ…ที่ใช้แทนกันไม่ได้

     ก่อนอื่นมาทําความเข้าใจความหมายของทั้งสองคำนี้ก่อน
     
      しる ความหมาย รู้ รู้จัก ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยทราบมาก่อน จากแหล่งข้อมูลที่ไหนซักแห่งหรือจากประสบการณ์ ที่ได้เข้าไปสัมผัสกับสิ่งนั้นๆโดยตรง ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอะไร มีลักษณะอย่างไร ดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย อันตรายหรือไม่อันตราย

     わかる ความหมาย รู้ หรือ เข้าใจ ในสิ่งที่ต้องการอยากรู้ว่ามันเป็นอะไร อย่างไร หรือ เกิดความเข้าใจหลังจากได้ลองคิดเอง มีคนอธิบายให้ฟัง หรือ ลองเข้าไปสัมผัสกับมันโดยตรงว่ามันเป็นอะไร อย่างไรกันแน่ และสิ่งที่ไม่เข้าใจตอนนั้นก็จะเป็นความรู้ใหม่ติดตัวต่อไป

     ถ้าดูจากนิยามข้างบน ลำดับการรับรู้ของทั้งสองคำนี้ต่างกัน คือ โอกาสที่เรารู้จักของสิ่งนั้นก่อนที่จะเข้าใจ..เป็นไปได้ (เป็นเรื่องธรรมดา)

                   しる → わかる

     แต่…

                   わかる → しる

    การเข้าใจสิ่งนั้นก่อนที่จะรู้จัก ก่อนที่จะเห็น ก่อนที่จะได้ยิน..เป็นไปไม่ได้ ผิดธรรมชาติ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินแท้ๆ แต่บอกว่าเข้าใจ (โม้สิ้นดี)

    ประโยคตัวอย่าง การใช้ わかる กับ しる ในกรณีที่ใช้แทนกันได้

                 使い方が分からないので教えて下さい。
                 つかいかたがわからないのでおしえてください。
                 ช่วยสอนหน่อยครับ เพราะผมไม่เข้าใจว่าต้องใช้อย่างไร

                使い方を知らないので教えて下さい。
                 つかいかたをしらないのでおしえてください。
                 ช่วยสอนหน่อยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าต้องใช้อย่างไร

    ความหมายของทั้งสองประโยคแทบไม่ต่างกันเลย แต่ถ้าวิเคราะห์ดีๆโดยเอานิยามของความหมายที่เขียนไว้ข้างบนมาใช้ ก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า

  1. ประโยคแรก เรารู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอะไร เคยเห็น เคยได้ยิน แต่ไม่เคยใช้ ดังนั้นก็เลยไม่เข้าใจว่ามันต้องใช้อย่างไร
  2. ประโยคที่สอง อยากให้ช่วยสอนว่าต้องใช้อย่างไร เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้สิ่งนั้นมาก่อน
    อาจจะเพิ่งเคยใช้เป็นครั้งแรก อาจจะไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น หรือไม่เคยลองใช้มาก่อน มันเป็นสิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่ของตนเอง

     ในประโยคลักษณะนี้ จะใช้ตัวไหนความหมายแทบไม่แตกต่างกัน เพราะประโยคนี้ต้องการเน้นตรงส่วนหลังคือ ต้องการให้ช่วยสอน ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก อยากใช้อะไร…ใช้ได้เลย

     มาดูประโยคที่ใช้ しるไม่ได้(ไม่ควรใช้)

               説明を聞いたが使い方を知らない。
               せつめいをきいたがつかいかたをしらない。
               ได้ฟังคำอธิบายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใช้อย่างไร

               説明を聞いたが使い方が分からない。
               せつめいをきいたがつかいかたがわからない。
               ได้ฟังคำอธิบายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าใช้อย่างไร

      ในประโยคนี้ ถ้าวิเคราะห์จากคำแปลภาษาไทยอาจจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าต้องการพูดว่ายังไม่เข้าใจมากกว่ายังไม่รู้ แต่ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ถึงลูกถึงคน
ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

       ในประโยคนี้ ประโยคหน้าบอกว่ามีคนอธิบายให้ฟังแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจ นั่นหมายถึง เรารู้จักสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว รู้ว่ามันคืออะไรเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันต้องใช้อย่างไรเท่านั้นเอง คือ เราได้ผ่านกระบวนการรับรู้ กระบวนการรู้จักแล้ว ถ้าจะพูดอะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นอีก ก็ต้องพูดว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

               いろいろ試してみたが使い方を知らない。
               いろいろためしてみたがつかいかたをしらない。

               いろいろ試してみたが使い方が分からない。
               いろいろためしてみたがつかいかたがわからない。

      ประโยคนี้ก็คิดได้แบบเดียวกัน ได้ลองทำดูเองแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าใช้อย่างไร

      ลองมาดูกันอีกหนึ่งประโยค
      สมมุติว่ามีจระเข้เผือก สองหัว สามหาง ตัวหนึ่งเพ่นพ่านอยู่แถวๆแม่น้ำเจ้าพระยา ใครๆก็รู้ ข่าวออกทุกวัน..ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ แต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนทราบว่า มันมีการดำรงชีวิตอย่างไร ออกลูกอย่างไร เหมือนจระเข้ทั่วไปหรือไม่ คือ ระบบนิเวศน์ของเจ้าตัวนี้ยังไม่มีใครเข้าใจเท่าไหร่

             白い鰐は、その存在は広く知られているが、生態はまだよく分かっていない
             しろいわには、そのそんざいはひろくしられているが、せいたいはまだよくわかっていない
             จระเข้เผือกตัวนั้น ตอนนี้ใครๆก็รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีใครทราบเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ของมัน

      ประโยคนี้จะใช้กริยา ทั้ง しる และ わかる แน่นอนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ต้องใช้ しる รู้จักก็จริง แต่ยังไม่มีใครทราบ ไม่มีใครเข้าใจ ว่ามันเป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทไหนกลายพันธุ์มา หรือ เป็นสัตว์ประเภทใหม่ ในความหมายอันหลัง ต้องใช้ わかる

    นอกจากความหมายที่แตกต่างกันเล็กน้อยของทั้งสองคำนี้แล้ว ยังมีวิธีการใช้ที่ใช้ได้และไม่ได้ เช่น

              知りたい(しりたい)            อยากรู้ อยากรู้จัก
             知られている(しられている)     เป็นที่รู้จัก

       พูดได้ ..แต่จะไม่พูดว่า

              分かりたい(わかりたい)     อยากเข้าใจ(?)
             分かられている(わかられている)    กําลังถูกเข้าใจ(?)

      กริยาสองตัวนี้ ความจริงมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ สํานวนบางอย่างใช้ しる ไม่ใช้ わかる บางอย่างก็กลับกัน เวลาผันกริยาความหมายก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ความหมายอื่นๆที่ยังไม่ได้พูดถึงก็ยังมี ถ้าจะอธิบายการใช้ให้กระจ่างแจ้ง จริงๆแล้วคงต้องใช้เวลา ถ้ามีเวลาจะมาไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง… เข้าใจความแตกต่าง วิธีการใช้ที่สําคัญๆ แค่นี้ก็คงพอแล้ว

       อ่านมาถึงตรงนี้

わかりましたか? 

 

  うち VS いえ  

ทั้งสองคํานี้ ถ้าเปิดพจนานุกรมจะแปลเหมือนกันว่า บ้าน ในประโยคคล้ายๆกัน สถานการณ์คล้ายๆกัน คนญี่ปุ่นบางคนใช้ うち บางคนใช้ いえ 
แล้วตกลง..คําสองคํานี้แตกต่างกันไหม ใช้แทนกันได้หรือไม่ ถ้าไม่..มีวิธีใช้เป็นอย่างไร

      ถ้าตอบสั้นๆ สองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน คือแปลว่า บ้าน ..แต่คำว่า うち มีความหมายกว้างกว่า いえ

      いえ จะมีความหมายเชิงวัตถุ มองเห็น จับต้องได้
     うち นอกจากจะมีความหมายเหมือน いえ และใช้แทน いえ ได้แล้ว ยังมีความหมายออกไปทางจิตใจ ความรู้สึก หรือแสดงความหมายว่า บ้านทางนามธรรม เช่น

         ウチでは、自分の部屋は自分で掃除することになっています。
         うちでは、じぶんのへやはじぶんでそうじすることになっています。
         ที่บ้านผมมีกฎว่า ห้องของใคร..คนนั้นต้องทำความสะอาดด้วยตนเอง

         ประโยคนี้ ถ้าใช้คำว่า いえ จะฟังดูเพี้ยนๆ เพราะว่าผู้พูดไม่ได้สื่อความหมายเชิงวัตถุ ถ้าไม่ต้องการใช้ うち เราใช้คำอื่นที่สื่อความหมายเดียวกันได้ เช่น

         私の家族では、自分の部屋は自分で掃除することになっています。
         わたしのかぞくでは、じぶんのへやはじぶんでそうじすることになっています。

เช่นเดียวกัน

    
       うちは5人家族です。   
       うちは5にんかぞくです。
       บ้านของผมมีกันอยู่ 5 คน

        ซึ่งในประโยคนี้ うち หมายถึงครอบครับของตนเอง ดังนั้น ใช้ わたしのかぞく แทนคําว่า うち ก็ได้ ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกันใช้ いえ แทน うちไม่ได้   

        ในความหมายเชิงวัตถุที่ว่า บ้านเป็นสิ่งก่อสร้างอย่างหนึ่ง มีประตู มีหน้าต่าง ในกรณีนี้จะใช้ いえ หรือ うち ก็ได้ เช่น

         来月いえを建てかえます。 หรือ   来月うちを建てかえます。
         らいげついえをたてかえます。    らいげつうちをたてかえます。
         เดือนหน้าจะลื้อบ้านสร้างใหม่

      地盤沈下でいえが傾いた。          หรือ          地盤沈下でうちが傾いた。
         じばんちんかでいえがかたむいた。           じばんちんかでうちがかたむいた。
         ดินทรุดทําให้บ้านเอียง   

       สรุปคือ คำว่า うち จะมีความหมายกว้างกว่า คำว่า いえ ถ้ากลัวผิด..ใช้ うち ไปเลย

 

 

ก็เสร็จไปอีกหัวข้อ  เวลามีเยอะเกินไปรึเปล่าเนี่ย  (ไม่มีโอทำมันไม่ดีน่ะนะ 555)

One thought on “คำที่มีความหมายคล้ายกันในภาษาญี่ปุ่น ( 2 )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s