พื้นฐานภาษาญี่ปุ่น

Posted: 17/11/2005 in ภาษาญี่ปุ่น

มาเริ่มกันก่อนที่นี่กับการเรียนภาษาญี่ปุ่น

วันนี้ก้อไม่ว่างหรอกแต่อยากเอาใส่น่ะนะ ไปดูกันที่บทที่ 1-4 กันก่อน ส่วนบทอื่นจะเอาใส่ให้อีกที  มาว่ากันเลย 行こう(ikou)

บทที่ 1 เสียงภาษาญี่ปุ่น     มาว่ากันด้วยเสียงในภาษาญี่ปุ่นและตัวอักษรฮิระงะนะกับคะตะคะนะกันครับ  

-ฮิระงะนะเป็นตัวอักษรที่ใช้แทนเสียงอ่านของตัวอักษรคันจิและใช้เป็นตัวประกอบของอักษรคันจิในการสร้างคำที่มาจากตัวอักษรเดียวกันเพื่อเปลี่ยนความหมายหรือขยายความหมายของตัวอักษรคันจินั้น ๆ (ไม่ต้องงงนะครับผมเองก็งงเหมือนกัน 555!

-คะตะคะนะเป็นตัวอักษรที่ใช้แทนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศที่นำมาใช้ในภาษาญี่ปุ่น  ทั้งยังใช้แทนตัวอักษรคันจิที่มีวิธีการเขียนที่ยุ่งยาก และมีอีกอย่างครับ เขาใช้เขียนเวลาเน้นคำพูดด้วยหากดูในโทรทัศน์ญี่ปุ่นจะเห็นบ่อยมากครับ

เสียงในภาษาญี่ปุ่นจะประกอบไปด้วยเสียงพื้นฐานทั้งสิ้น 46เสียงดังนี้

(ตัวอย่างข้างล่างได้โครงสร้างมาจากเว็บไซต์นะครับแต่ผมได้ดัดแปลงบางส่วนและใส่ตัวอักษรฮิระงะนะกับคะตะคะนะไว้ต่อท้ายตามลำดับครับ)

A (อะ)あ、ア   I (อิ)い、イ    U (อุ)う、ウ   E (เอะ)え、エ   O (โอะ)お、オ

KA(คะ)か、カ   KI(คิ)き、キ    KU(คุ) く、ク  KE(เคะ)け、ケ  KO(โคะ)こ、コ

SA(ซะ)さ、サ   SHI(ชิ)し、シ  SU(ซุ)す、ス   SE(เซะ)せ、セ  SO(โซะ)そ、ソ

TA(ทะ)た、タ   CHI(จิ)ち、チ   TSU(ซึ)つ、ツ TE(เทะ)て、テ  TO(โทะ)と、ト

NA(นะ)な、ナ   NI(นิ)に、ニ    NU(นุ) ぬ、ヌ NE(เนะ)ね、ネ  NO(โนะ)の、ノ

HA(ฮะ)は、ハ   HI(ฮิ)ひ、ヒ   FU(ฟุ)ふ、フ  HE(เฮะ)へ、ヘ  HO(โฮะ)ほ、ホ

MA(มะ)ま、マ   MI(มิ)み、ミ   MU(มุ)む、ム   ME(เมะ)め、メ  MO(โมะ)も、モ

YA (ยะ)や、ヤ            YU (ยุ) ゆ、ユ           YO (โยะ)よ、ヨ

RA(ระ)ら、ラ    RI(ริ)り、リ    RU(รุ)る、ル   RE(เระ)れ、レ   RO(โระ)ろ、ロ

WA(วะ)わ、ワ            O (โอะ)を、ヲ             N (อึ้ง)ん、ン

เสียงทั้งหมดข้างต้นจะนํามารวมเป็นคําและรวมเป็นประโยคในการสื่อสาร ส่วนตัวสุดท้าย(อึ้ง)เป็นตัวสะกดแทนเสียง ng,m,n ทั้งนี้ขึ้นกับตัวอักษรตัวต่อไปว่าเป็นตัวอักษรใดมีหลักการใช้ดังต่อไปนี้

-การออกเสียงเป็น  ng(สะกดด้วย ง. งู)  เมื่ออยู่หน้าอักษรที่ออกเสียงเป็น k,g,w

-การออกเสียงเป็น  m(สะกดด้วย ม.ม้า)  เมื่ออยู่หน้าอักษรที่ออกเสียงเป็นp,b,m

-การออกเสียงเป็น  n(สะกดด้วย น.หนู)  เมื่ออยู่หน้าอักษรที่ออกเสียงเป็นตัวอื่น ๆ

ตัวอย่างประโยค 

ฉันเป็นคนไทย

私 は タイ人 です。(อักษรคันจิ (漢字) จะทำอีกครับอดใจคอยครับ)

はたし  は たいじん です。

WATASHI WA TAIJIN DESU.

คําศัพท์

วาตาชิ  わたし แปลว่า ฉัน

วะ  は แปลว่า เป็น อยู่ คือ (ตามปกติตัวนี้จะอ่านว่า ฮะ แต่เมื่อนำมาใช้กับประธานของประโยคจะอ่านว่า วะ)

ไทจิน  たいじん แปลว่า คนไทย (たい คือ ประเทศไทย และ じん คือ คน ชาว มนุษย์)

เด็สุ/เด็สึ です แปลว่า ครับ หรือ ค่ะ

(จบบทที่ 1)

บทที่ 2 เสียงเพิ่มเติมในภาษาญี่ปุ่นในบทที่ 1 เราได้เรียนรู้ในเรื่องเสียงพื้นฐานของภาษาญี่ปุ่นทั้ง 46 เสียงไปแล้ว สําหรับในบทนี้เราจะเรียนรู้เสียงเพิ่มเติมซึ่งถือเป็นเสียงพิเศษที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดเสียง หลากหลายมากขึ้น

เสียงเพิ่มเติมมีดังต่อไปนี้ ( เสียงบางตัวไม่สามารถเขียนคําอ่านเป็นภาษาไทยได้)

-เสียงขุ่น คือการที่ตัวอักษรญี่ปุ่นเติมเครื่องหมาย ten ten  ( ゛ ) เข้าไปจะได้เสียงอ่านเป็นดังต่อไปนี้

GA  が, GI ぎ, GU ぐ, GE げ, GO ご

ZA  ざ, JI じ , ZU ず, ZE ぜ, ZO ぞ

DA  だ, JI ぢ, ZU づ, DE で, DO ど

BA ば, BI び, BU ぶ, BE べ, BO ぼ

-เสียงกึ่งขุ่น คือการที่ตัวอักษรญี่ปุ่นเติมเครื่องหมาย maru ( ゜ ) เข้าไปจะได้เสียงอ่านเป็นดังต่อไปนี้ 

PA  ぱ, PI ぴ, PU ぷ, PE ぺ, PO ぽ

-เสียงควบ คือการที่ตัวอักษรญี่ปุ่นเติมตัวอักษรเป็นตัวเล็กมาควบทำให้เกิดเสียงอ่านขึ้นมาใหม่ปกติจะเป็นการเลียนเสียงคำที่มาจากภาษาจีน ในภาษาญี่ปุ่นจะใช้ตัวอักษร や、ゆ、よ เป็นตัวเล็กให้เป็นเสียงควบ (คือใช้ตัวขนาด1/4ของตัวเขียนปกติゃ、ゅ、ょ)

KYA  きゃ, KYU きゅ, KYO きょ

SHA  しゃ, SHU しゅ, SHO しょ

CHA  ちゃ, CHU ちゅ, CHO ちょ

NYA  にゃ, NYU にゅ, NYO にょ

HYA  ひゃ, HYU ひゅ, HYO ひょ

MYA  みゃ, MYU みゅ, MYO みょ

RYO  りゃ, RYU りゅ, RYO りょ

-เสียงควบบวกเสียงขุ่น

GYA  ぎゃ, GYU ぎゅ, GYO ぎょ

JA  じゃ, JU じゅ, JO じょ

JA  ぢゃ, JU ぢゅ, JO ぢょ

BYA  びゃ, BYU びゅ, BYO びょ

-เสียงควบบวกเสียงกึ่งขุ่น

PYA  ぴゃ, PYU ぴゅ, PYO ぴょ

ตัวอย่าง

私は人形が好きです。     (ฉันชอบตุ๊กตา)

watashi wa ningyou ga suki desu。

คําศัพท์ประจําบท

にんぎょう แปลว่า ตุ๊กตา

ningyou

すき แปลว่า ชอบ

suki

****หมายเหตุ****

สำหรับตัวคะตะคะนะใช้หลักการเดียวกันครับเลยไม่ลงไว้ให้

(จบบทที่ 2)

 

บทที่ 3 การใช้คํากริยา

คํากริยา  ある arimasu (มี)

 1.ประโยคในภาษาญี่ปุ่นมีข้อควรสังเกตดังนี้

  การวางรูปประโยค – คํากริยาจะต้องอยู่ท้ายประโยคเสมอ

  คํานาม(ประธานของประโยค) -จะอยู่ต้นประโยค ไม่มีการแบ่งเอกพจน์ พหูพจน์

 2.การวางรูปประโยคจะจัดวางเรียงดังนี้

  ภาคประธาน+ คําแสดงเน้นประธาน+ ภาค กริยา

  本があります。

  hon ga arimasu

  มีหนังสือ(อยู่) 

     ( 本 hon = หนังสือ) ( が ga = คําเน้นประธาน) ( あります arimasu = มี)

3.ในที่นี้ คําว่า  が ga  เป็นคําแสดงเน้นประธาน สําหรับใช้ในการเน้นที่ภาคประธาน(แตกต่างจากการใช้ は  wa ที่จะเน้นภาคกริยา)

  **ที่ควรจําอีกอย่างคือ คําว่า  あります arimasu จะใช้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต(สิ่งของ)

    รูปปฏิเสธของ  あります arimasu คือ  ありません arimesen (ไม่มี)

 ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างการใช้คํากริยา ありますarimasu (มี) และ ありません arimasen (ไม่มี)

  本があります。hon ga arimasu = มีหนังสือ

  本がありません。hon ga arimasen = ไม่มีหนังสือ

  紙がありません。kami ga arimasen = ไม่มีกระดาษ

  ペンがあります。pen ga arimasu = มีปากกา

  花があります。hana ga arimasu = มีดอกไม้

4.ในกรณีต้องการทําเป็นประโยคคําถามเราจะเติมคําว่า  か ka ต่อท้ายประโยคนั้น เช่น

  本がありますか。hon ga arimasu ka = มีหนังสือไหม

  紙がありますか。kami ga arimasu ka = มีกระดาษไหม

  ペンがありますか。pen ga arimasu ka = มีปากกาไหม

  花がありますか。hana ga arimasu ka = มีดอกไม้ไหม

5.ในการตอบคําถามในลักษณะนี้ ให้ตอบด้วยคําตอบรูปใดรูปหนึ่งดังนี้

  はい、あります。hai , arimasu = ครับ มี

  いいえ、ありません。iie, arimasen = เปล่า ไม่มี

6.คําว่า  か ka นอกจากจะใช้เป็นคําถามได้แล้ว ยังใช้ต่อระหว่างคํานาม แปลว่า “หรือ” ได้ เช่น

  ペンか鉛筆がありますか。pen ka empitsu ga arimasu ka = มีปากกาหรือดินสอไหม

7.คํากริยา  あります arimasu  มีรูปเดิม(dic. form) มาจาก  ある aru (มี)

แบบฝึกหัด

ให้เขียนคำแปลของคำต่อไปนี้พร้อมทั้งตัวอักษรฮิระงะนะหรือคะตะคะนะ

hon , arimasu , kami , pen , arimasen , hana ,

                                     (จบบทที่ 3 )                                   

 

บทที่ 4 การใช้  の no  (แปลว่าของ)

ตัวอย่างรูปประโยค

    あなた の 時計。

  anata no tokei ( นาฬิกาของคุณ)

วิธีใช้สามารถใช้ได้ในกรณีต่อไปนี้

1.ใช้ต่อระหว่าง

คําสรรพนามกับคํานามความหมายของคําว่า”ของ”จะสมบูรณ์แบบและชัดเจนเช่นตัวอย่างข้างต้น

2.ใช้ต่อระหว่าง

คํานามกับคํานาม ความหมายของคําว่า”ของ”อาจจะไม่ต้องแปลออกมา

 เช่น

  子供の靴。

     kodomo no kutsu.(รองเท้าเด็ก) 

  大人の帽子

  otona no boushi. (หมวกผู้ใหญ่)

3.ใช้ต่อวลีหรืออนุประโยคที่มีกริยาลงท้ายเข้าเป็นประโยคเพื่อทําให้วลีนั้นเป็นคํานามและเป็นประธานของประโยค

เช่น

夜、遅く寝るのは体に良くない。

yoru osoku neru no wa karada ni yokunai

(การนอนดึกไม่ดีต่อสุขภาพ)

4.ใช้เป็นคำถาม

ในภาษาพูดเพื่อการตัดประโยคให้สั้นเข้า

เช่น

何処に行くのですか。

doko ni iku no desu ka

(ไปไหน)

ถ้าเป็นคนสนิทกันสามารถตัดคําว่า “เดซุกะ”ออกได้และขึ้นเสียงสูงที่คําว่า”โน๊ะ”

จะได้เป็น

何処に行くの。

doko ni iku no  (ไปไหน)

5.ใช้ต่อท้ายกริยา

ใช้เติมเพื่อทำให้กริยาเป็นคํานาม

เช่น

คำกริยา

行く

iku (ไป)

คำนาม

行くの

ikuno (การไป)

 

บทที่ 5 การใช้ WA กับ GA

ปัญหาในการใช้ภาษาญี่ปุ่นของคนไทยอีกเรื่องหนึ่งคือปัญหาการใช้

WA และ GA โดยมีหลักการใช้

คําทั้งสองดังต่อไปนี้

  1. ภาษญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็นภาคใหญ่ๆได้สองภาคคือ
  2. ภาคประธาน และ ภาคกริยากรรม

  3. WA จะเป็นคําที่ใช้แทรกอยู่ระหว่างภาคประธานและภาคกริยากรรม ยกตัวอย่างเช่น

    WATASHI WA GOHAN O TABEMASU.(ฉันกินข้าว)

    ในที่นี้คําว่า WATASHI (ฉัน)เป็นภาคประธานของประโยค และคําว่า GOHAN O TABEMASU

    (กินข้าว)เป็นภาคกริยากรรมของประโยค โดยมี WA แทรกอยู่ตรงกลาง

    (เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นเราอาจเทียบ WA เท่ากับ IS , AM , ARE (เป็นอยู่คือ)ในภาษาอังกฤษได้)

    3.ส่วน

    GA อาจใช้แทน WA ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะเน้นภาคที่แตกต่างกัน

    ยกตัวอย่างเช่น

    1. WATASHI WA THAIJIN DESU.

    2. WATASHI GA THAIJIN DESU.

    3. ประโยคทั้งสองข้างต้นมีความหมายเดียวกันว่า”ฉันเป็นคนไทย” แต่เน้นภาคที่แตกต่างกัน

      โดยประโยคแรกที่ใช้WAจะเน้นที่ภาคกริยากรรม(THAIJIN DESU.)

      ส่วนประโยคที่สองใช้GAจะเน้นที่ภาคประธาน(WATASHI)

      ให้เราเลือกใช้ WA หรือ GA ตามภาคที่เราต้องการเน้น

       

       

      บทที่ 6 การใช้ ni (แปลว่าที่)

       ni ใช้สําหรับคนหรือสิ่งของเพื่อชี้สถานที่เช่น koko ni = ที่นี่ / teburu ni = ที่โต๊ะ / uchi ni =ที่บ้านเป็นต้น

      เช่นประโยค

      teburu ni nani ga arimasu ka? ( ที่โต๊ะมีอะไร? )

      niนอกจากจะใช้สําหรับแสดงสถานที่แล้ว

      ยังใช้แสดงเวลา แสดงความประสงค์

      แสดงทิศทางและอื่นๆโดยสามารถแบ่งแยกได้ดังนี้

      1.แสดงสถานที่

         เช่น

      yamada san wa doko ni sunde imasu ka ?

              

      คุณยามาดะพักอยู่ที่ไหน

      2.แสดงเวลา

          เช่นnanji ni okimasu ka ?

             

      ตื่นกี่โมง 3.แสดงความประสงค์

        

      เช่นkono mono wa nani ni tsukaimasu ka?

             

      ของสิ่งนี้ใช้สําหรับอะไร?4.ใช้ต่อคําที่บอกแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลง

         

      เช่นtanaka san wa ano hito ni kawarimasu.

              

      คุณทานะกะรับหน้าที่แทนเขา5.ใช้เป็นคําแสดงกรรมโดยปริยายในความหมายของ"จาก"หรือ"กับ"

           

      เช่นkono tokei wa ojisan ni moraimashita.

                ได้รับนาฬิกานี้จากคุณลุง 6.ใช้แสดงทิศทาง

           

      เช่นEnihongo no benkyo no tame ni nihon ni iku tsumori desu.

                  

      ตั้งใจจะไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อศึกษาภาษาญี่ปุ่น

       

      การบ้านบทนี้ให้นักศึกษาแปลศัพท์ต่อไปนี้เป็นภาษาไทย(ทุกคําเป็นศัพท์ที่อยู่ในบทเรียนนี้ )

      doko,nanji,okimasu,kono mono, tokei,benkyo,nihongo,tsukaimasu,uchi,teburu,

       

       

      บทที่ 7

      การใช้คําวิเศษในภาษาญี่ปุ่น

      การใช้คําวิเศษในภาษาญี่ปุ่นเพื่อบอกลักษณะใหญ่เล็กใหม่เก่าหรือร้อนหนาวจะสามารถแบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ๆได้ 2 หมวดคือ

      1.หมวดที่ใช้  na  ต่อท้ายเช่น 

      kirei na                 สวย                    

      hansamu na       หล่อ

      shinsetsu na      ใจดี

      yumei na            มีชื่อเสียง

      genki na             แข็งแรง

      shizuka na         เงียบสงบ

      nigiyaka na        เจียวจ๊าว

      2.หมวดที่ใช้   i   ต่อท้ายเช่น

      okii                       ใหญ่

      chiisai                  เล็ก

      atarashii              ใหม่

      furui                      เก่า

      ii                             ดี

      warui                   เลว

      atsui                     ร้อน

      samui                   หนาว

      tsumetai               เย็น(เครื่องดื่มหรืออารมณ์คน)

      muzukashii          ยาก

      yasashii                 ง่าย

      takai                         แพง

      yasui                         ถูก(ราคา)

      hikui                          ตํ่า

      omoshiroi                สนุก น่าสนใจ

      oishii                         อร่อย

      shiroi                         ขาว

      kuroi                           ดํา

      akai                            แดง

      aoi                              นํ้าเงิน

      การใช้คําวิเศษเหล่านี้ในการขยายคํานามหรือกริยามีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

      1.การขยายคํานาม

          ทั้งหมวดที่ 1 และหมวดที่2 สามารถตามด้วยคํานามที่จะขยายได้เลยตัวอย่างเช่น

                หมวดที่ 1  kirei na hito     คนสวย    ,  shitsuka na basho  สถานที่เงียบสงบ

                 หมวดที่ 2 okii hito     คนตัวใหญ่     , atsui kuni       ประเทศทีมีอากาศร้อน

      2.การขยายคํากริยา

         2.1 หมวดที่ 1 จะสามารถขยายคํากริยาได้ต่อเมื่อเปลี่ยนเสียง na    ที่อยู่ท้ายคําวิเศษนั้นให้เป็น  ni     ก่อน เช่น

                  shitsuka ni suru    ทําให้เงียบ    , kirei ni souji suru  ทําความสะอาดให้สะอาดสวยงาม

        2.2 หมวดที่ 2 จะสามารถขยายคํากริยาได้ต่อเมื่อเปลี่ยนเสียง   i    ที่อยู่ท้ายคําวิเศษนั้นให้เป็น  ku   ก่อนเช่น  

                   okiku suru    ทําให้ใหญ่ขึ้น     ,  yasuku uru    ขายถูกๆ

      นักศึกษาลองผสมคําต่างๆกับคําวิเศษเหล่านี้ดูนะครับฝึกฝนให้ชํานาญ

      การบ้านบทนี้-จงแปลคําศัพท์ต่อไปนี้เป็นภาษาไทย

      genki na hito , nigiyaka na basho , chiisai hito ,  ii hito , taikai , oishii ,samui basho , tsumetai hito

       

       

      บทที่ 8

                                          การใช้…….kara…….made(ตั้งแต่……ถึง……..)

      ในภาษาญี่ปุ่นมีการใช้สํานวน…..kara…madeอยู่บ่อยครั้งมากซึ่งหลักการใช้มีดังนี้

      1)kara หมายถึงการบอกถึงจุดเริ่มต้นของเวลา/สถานที่

        และ made หมายถึงการบอกถึงจุดสุดท้ายหรือจุดจบของเวลา/สถานที่เช่น

        kuji kara goji made hataraki masu.=ทํางานตั้งแต่เวลา9นาฬิกาจนถึงเวลา17นาฬิกา

        tokyo kara osaka made donogurai kakarimasu ka.=จากโตเกียวถึงโอซาก้าใช้เวลาสักเท่าไหร่คะ

      2)การใช้…..kara…..made นั้นไม่จําเป็นเสมอไปว่าต้องใช้รวมอยู่ในประโยคเดียวกันเช่น 

         kuji kara nihongo o benkyo shimasu.=เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่เวลา9นาฬิกา

         juniji made nihongo o benkyo shimasu.=เรียนภาษาญี่ปุ่นจนถึงเวลา12นาฬิกา

      3)คําที่ตามหลังkaraกับmadeนั้น ไม่จําเป็นว่าต้องเป็นคํากริยาเสมอไป อาจเป็นคํานามก็ได้เช่น

         nihongo no benkyo wa kuji kara desu.=การเรียนภาษาญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่เวลา9นาฬิกา

          (อธิบาย- (1)คําว่าbenkyo shimasuแปลว่าเรียนเป็นคํากริยา ซึ่งมาจากการรวมคําของคํานามbenkyo(=การเรียน)

          กับคํากริยาshimasu(=ทํา)เข้าด้วยกัน ดังนั้นคําว่า nihon go no benkyo จึงมีความหมายว่าการเรียน

          ภาษาญี่ปุ่น

                       (2)คําที่ตามหลังคําช่วย ni นั้นจะต้องเป็นคํากริยาเสมอ และคําว่า desu จะไม่ใช้ตามหลัง

           คําช่วย ni เด็ดขาดซึ่งไม่เหมือนกับการใช้คําช่วยkara,made ที่มีคําตามหลังเป็น desu ก็ได้เช่น

                       rokuji ni okimasu.=ตื่นนอนเวลา6นาฬิกา

                      ima hachiji (ไม่ใช้ni) desu=ขณะนี้เวลา8นาฬิกา

    About these ads
    ความเห็น
    1. S O D A B O พูดว่า:

      โห้โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นหรอค่ะเนี่ย ว่างๆจะเข้ามาเรียนนะค่ะ

    2. MimI3'z พูดว่า:

      คิ ๆ ๆ ชอบจังเยยค่ะ  ว่าง ๆ มาเล่น m s n สอนหั้ยหน่อยด้ายมั้ยคะ  อ้อ !! มีอีกอย่างค่ะ  คือว่า … เอาวิทยุมาใส่ใน s p a c e s ยางงัยหรอคะ  ช่วยบอกทีนะคะ ขอร้อง นะคะ ๆ ๆ *-* n u m i *-*

    3. Moohero พูดว่า:

      ขอบคุนน่ะค่ะ ช่วยในการสอนภาษาญี่ปุ่นมากๆเลยตอนนี้กำลังทามรายงานอยู่น่ะคะ

    4. paewwaew*-* พูดว่า:

      ありが とうござい ます    
       
       

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s